UX trends สำหรับเว็บไซต์ปี 2020

by Kriangkrai Wongwai
UX trends สำหรับเว็บไซต์ปี 2020

User Experience (UX) เป็นการออกแบบ “ประสบการณ์ของผู้ใช้” ในการมีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ (หรืออื่นๆ เช่น Application, เกม แต่ในที่นี้ผมจะขอกล่าวถึงเว็บไซต์เป็นหลัก) โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดประสบการณ์ที่ดี มีความพึงพอใจสูงสุดในการเข้าใช้งาน

คุณคงเคยเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่ช้ามากๆ ที่กว่าจะโหลดหน้าเว็บได้ก็เกือบนาที หรือเว็บ E-Commerce ที่กว่าจะสั่งซื้อสินค้าได้ต้องกดนู่นกดนี่สารพัดจนคุณต้องทิ้งตระกร้าไป ซึ่งนั่นเป็นตัวอย่างของเว็บไซต์ที่ออกแบบ UX มาไม่ดี

UX มักคู่กับ UI โดย UI ย่อมาจาก “User Interface” เป็นการออกแบบรูปลักษณ์ หน้าตา ความสวยงาม ซึ่งส่วนนี้จะติดต่อกับผู้ใช้โดยตรง โดย UI ที่ดีจะทำให้ผู้เข้าเว็บไซต์รู้สึกง่ายต่อการนำทาง, การอ่าน Content, รู้สึกสบายตา ไม่อึดอัด

ตัวอย่าง Website ที่ UI แย่ (แน่นอนว่า UX ก็ไม่เหลือ) คลิก

สำหรับ UX ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ผู้ใช้โดยตรง สำหรับ UX Trends ปี 2020 ไม่ต่างจากปี 2019 มากนัก โดยจะเน้นไปที่ความรวดเร็วและความสะดวกสบายเป็นหลัก

1. ยิ่งเร็วยิ่งดี

สมัยนี้หมดยุคเว็บไซต์ที่ช้าเป็นเต่าแล้ว มีผลการวิจัยมาว่าถ้าเว็บไซต์คุณโหลดนานเกินกว่า 3 วินาที คนส่วนมากจะหนีออกก่อนที่เว็บคุณจะโหลดเสร็จ และจากสถิติของ Google ถ้าเว็บคุณโหลดนานถึง 6 วินาที Bounce Rate(อัตราคนที่เข้าแล้วออกโดยไม่ไปหน้าอื่นต่อ) จะสูงถึง 106% และเมื่อผู้ใช้หนีออกจากเว็บไซต์ โอกาสที่คุณจะ Engage แล้วเปลี่ยนคนเหล่านั้นให้เป็นลูกค้าก็จะลดน้อยลง

คุณสามารถตรวจสอบความเร็วของเว็บคุณได้โดยใช้ Google PageSpeed Insights โดยจะให้ผลลัพธ์เป็น Score ซึ่งวัดจากประสิทธิภาพโดยรวมของเว็บ นอกจากนั้นยังมีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยเพิ่มความเร็วของเว็บคุณได้อีกด้วย

Google-PageSpeed-Insights-Result-Page
Google PageSpeed Insights

2. มีระบบ Search / Filter ที่ยอดเยี่ยม

สมมติคุณเข้าเว็บไซต์ขายเสื้อผ้า คุณมีสเป็กในใจแล้วว่าคุณอยากได้เสื้อยืดสีนํ้าตาลธรรมดาๆ ทันใดนั้นคุณก็กดปุ่ม Filter เพื่อที่จะกรองเอาเฉพาะเสื้อยืดสีนํ้าตาล แต่คุณกลับพบว่ามันไม่มีให้กรอง สุดท้ายคุณต้องมานั่งไล่ดูสินค้าที่เป็นเสื้อยืดทีละตัวบนเว็บ ดูว่ามีเสื้อตัวใหนที่มีสีนํ้าตาลให้เลือกบ้าง คิดดูแล้วคงน่าหงุดหงิดไม่น้อย อีกกรณีนึงคุณเข้าเว็บบทความออนไลน์ แต่กลับไม่มีระบบค้นหาบทความ คุณคงไม่ต้องเดาอนาคตของเว็บเลยว่าจะเป็นอย่างไร

จากตัวอย่างข้างต้น ยิ่งคุณทำให้ระบบค้นหาคุณมีประสิทธิภาพมากแค่ใหน เว็บคุณก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะกับเว็บ E-Commerce ซึ่งเป็น Key Factor ที่ขาดไม่ได้ จำไว้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่เร่งรีบ หลายคนเข้าเว็บไซต์และต้องการในสิ่งที่ตนต้องการทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหามาก ถ้าคุณทำระบบค้นหามาดี คุณจะยืนหนึ่งเหนือคู่แข่งได้ไม่ยาก

3. Mobile-Friendly เจ้าพ่อทุกสถาบัน

Mobile Friendly เป็นการออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้แสดงผลบนอุปกรณ์แบบพกพา เช่น มือถือ, แท็บเล็ต ซึ่งมีหลากหลายขนาดหน้าจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์อะไร ข้อนี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้ในยุคนี้ เพราะจากสถิติของ Statista กว่า 52% ของเว็บทราฟฟิกทั่วโลกมาจากอุปกรณ์เคลื่อนที

สำหรับประเทศไทย มีผู้ใช้งานมือถือประมาณ 30 ล้านคน หรือคิดเป็น 44% ของประชากรทั้งประเทศ

สามารถตรวจสอบการแสดงผลบนอุปกรณ์แบบพกพาได้ที่เว็บไซต์ Google Mobile Friendly

4. เลือกซื้อก่อนแล้วค่อยสมัคร

สำหรับเว็บไซต์ E-Commerce ลองคิดดูว่าระหว่างที่คุณเลือกซื้อของ คุณต้องผ่านด่านการสมัครสมาชิกก่อนถึงจะ Add to Cart ได้(ใจจริงคุณแค่อยาก Add to Cart ชั่วคราวแล้วดูสินค้าแบรนด์อื่นต่อ เพื่อเอามาเปรียบเทียบเท่านั้น) กับอีกเว็บ คุณดูสินค้าอย่างเพลิดเพลินแล้วเลือก Add to Cart สินค้าตามที่คุณต้องการ สุดท้ายก็คัดเอาเฉพาะที่คุณต้องการจริงๆ จากในตะกร้า พอจะชำระเงินก็ค่อยสมัครสมาชิก หรือบางเว็บก็ให้คุณกรอกที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ในการจัดส่งเสร็จแล้วก็สมัครสมาชิกให้คุณโดยอัตโนมัติเลยก็มี อย่างใหนที่คุณคิดว่าจะสะดวกกว่ากัน?

ในยุคที่การแข่งขันกันสูง คุณต้องพยายามทำทุกอย่างให้ง่ายต่อลูกค้าเข้าไว้ เคยมีผลการวิจัยเมื่อนานมาแล้วว่าหลายคนปฎิเสธที่จะซื้อสินค้าบนเว็บไซต์เพียงเพราะลูกค้าต้องสมัครสมาชิกก่อนถึงจะ Add to Cart ได้ ซึ่งลูกค้ารู้สึกว่ามันดูยุ่งยากไป(ยอมรับเลยว่าผมคือหนึ่งในนั้น)

ปัจจุบันถ้าสังเกตดีๆ คุณจะเห็นว่าหลายเว็บใช้วิธีการแบบนี้ เช่น Central, 24Catalog, Ikea เป็นต้น

5. ศึกษาจากผู้ใช้งานเว็บไซต์ของคุณ

เพราะเว็บไซต์ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อื่นเข้ามาใช้งาน ดังนั้นการศึกษาจากพฤติกรรมผู้ใช้งานโดยตรงจึงมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยอาศัยเครื่องมือ Web Analytics ในการช่วยตรวจสอบ โดยเครื่องมือที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ Google Analytics ซึ่งคุณไม่ต้องห่วงเลยว่าจะเสียเงิน เพราะ Google เปิดให้คุณได้ใช้บริการกันแบบฟรีๆ มีฟังค์ชั่นครบครัน และยังมีการอัพเดตอยู่เสมอๆ

Related Articles

Leave a Comment